'หูกวาง'เร่งเครื่องเต็มสูบลงนาม MOC ญี่ปุ่นพัฒนาระบบราง
บ้านเมือง ฉบับวันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2558
          กระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้กำกับดูแลโครงการเมกะโปรเจกต์ โดยเฉพาะโครงการใหญ่อย่างระบบราง หรือรถไฟความเร็วสูง ซึ่งเป็นโครงการที่จะสร้างความสะดวกสบายด้านการเดินทาง รวมถึงการขนส่งสินค้าของประเทศไทย ขณะนี้มีความคืบหน้าในส่วนของโครงการพอสมควร วันนี้ "บ้านเมือง" มีความคืบหน้าเกี่ยวกับโครงการเพื่อตีแผ่ต่อสาธารณชน
          พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า เมื่อวันที่ 27 พ.ค.ที่ผ่านมา ตนได้เดินทางเพื่อไปร่วมลงนามในร่างบันทึกความร่วมมือเพื่อการทำงานร่วมกัน (MOC) กับนายอะคิฮิโระ โอตะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง และการท่องเที่ยว (MLIT) ที่ประเทศญี่ปุ่น เพื่อความร่วมมือด้านการพัฒนาระบบรางของไทย ประกอบด้วย 1.ร่วมมือกันก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง (High Speed Train) กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ โดยใช้เทคโนโลยีชินคังเซ็นของญี่ปุ่น และญี่ปุ่นให้การสนับสนุนแหล่งเงินทุน รวมทั้งพัฒนาบุคลากรไทย 2.ร่วมกันก่อสร้างรถไฟเส้นทางแนวเศรษฐกิจด้านใต้ กาญจนบุรี-กรุงเทพฯ-แหลมฉบัง โดยเป็นรางขนาดความกว้าง 1 เมตร (Meter Gauge) เพื่อใช้ในการขนส่งสินค้าเป็นหลัก รองลงมาคือการขนส่งผู้โดยสาร 3.ร่วมมือศึกษาเส้นทางแม่สอด-มุกดาหาร
          สำหรับขั้นตอนจากนี้ทั้ง 2 ฝ่าย จะจัดตั้งคณะทำงานขึ้นมา 3 ชุด คือ คณะทำงานโครงการรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ-เชียงใหม่
 คณะทำงานเส้นทาง กาญจนบุรีกรุงเทพฯ กรุงเทพฯ-ฉะเชิงเทรา-อรัญประเทศ และกรุงเทพฯ-ฉะเชิงเทรา-แหลมฉบัง คณะทำงานด้านการเงินและรูปแบบการลงทุน ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าจะใช้เงินจาก 3 แหล่ง คือ ธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JBIC) องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JICA) และกองทุนโครงสร้างพื้นฐานพัฒนาระบบการขนส่งของญี่ปุ่น (JOIN) อย่างไรก็ตาม เร็วๆ นี้ MLT จะส่งบริษัท รถไฟญี่ปุ่นตะวันออก (JREAST) มาร่วมหารือกับฝ่ายไทย และภายใน 2 เดือนหลังการลงนาม MOC จะสามารถวางกรอบความร่วมมือและกรอบเวลาการทำงานได้ โดยเบื้องต้นสำหรับเส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ จะเริ่มสำรวจออกแบบได้ช่วงปลายเดือนกรกฎาคมนี้ และการก่อสร้างจะแบ่งไม่เกิน 3 ช่วง ส่วนเส้นทางกาญจนบุรี-กรุงเทพฯ-แหลมฉบัง จะเริ่มสำรวจออกแบบเมื่อญี่ปุ่นมีความพร้อม ส่วนการก่อสร้างเรายังใช้แนวทางเดิมกับรถไฟไทย-จีน คือให้ผู้รับเหมาไทยเข้ามามีรส่วนร่วม แต่ต้องยอมรับว่าบริษัทญี่ปุ่นต้องเป็นแกนนำในการทำงาน เนื่องจากเราต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูง รวมทั้งการเดินรถที่อาจตั้งบริษัทร่วมทุนไทย-ญี่ปุ่นขึ้นมาดำเนินการ
          นอกจากนี้ ญี่ปุ่นได้แสดงความสนใจที่จะศึกษารถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ-พัทยา-ระยอง เนื่องจากเป็นเส้นทางที่ต้องมีการเชื่อมต่อกับรถไฟสายทางอื่นคือ รถไฟธรรมดาขนาดราง Meter Gauge รถไฟไทย-ญี่ปุ่น ขนาดรางมาตรฐานความกว้าง 1.435 เมตร (Standard Gauge) รถไฟไทย-ญี่ปุ่น เส้นทาง กาญจนบุรี-กรุงเทพฯ-แหลมฉบัง ส่วนต่อขยายแอร์พอร์ตเรลลิงค์ ซึ่งไทยพร้อมให้ญี่ปุ่นศึกษาในทุกด้าน เช่น โครงสร้าง อาณัติสัญญา และรูปแบบการขนส่งสินค้า แต่ยืนยันว่ามิใช่การยกเส้นทางนี้ให้ญี่ปุ่นก่อสร้าง
          สำหรับผลการศึกษาที่สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ดำเนินการไว้ในส่วนของเส้นทางกรุงเทพฯเชียงใหม่ มีระยะทาง 672 กม. วงเงิน 426,898 ล้านบาท เส้นทางกาญจนบุรี-กรุงเทพฯ-แหลมฉบัง ขณะนี้การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) อยู่ระหว่างศึกษารายละเอียด โดยมีระยะทางรวม 574 กม. ต้นทุนอยู่ที่ 70-100 ล้านบาต่อกม.
          นอกจากนี้ ในวันที่ 30 มิ.ย.-1 ก.ค.นี้ จะมีการหารือร่วมกันระหว่างคณะทำงานไทย-จีน เพื่อการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ขนาดรางมาตรฐาน ความกว้าง 1.435 เมตร (Standard Gauge) เส้นทางหนองคาย-โคราช-แก่งคอยท่าเรือมาบตาพุด ระยะทาง 873 กม. เป็นครั้งที่ 5 โดยฝ่ายไทยจะนำคณะทำงานจีนลงพื้นที่สำรวจเส้นทางบริเวณ อ.แก่งคอย จ.สระบุรี ก่อนประชุมร่วมกันที่ จ.นครราชสีมา อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้ ที่การหารือครั้งที่ 5 คงยังไม่ได้ข้อยุติทั้งรูปแบบความร่วมมือ และรูปแบบการลงทุน เพราะต้องรอให้การสำรวจออกแบบเสร็จสิ้นในเดือนสิงหาคมนี้ก่อน เพื่อรับทราบมูลค่าโครงการ ขณะวันที่ 4 มิ.ย.นี้ จะมีการประชุมเวิร์คช็อปร่วม 3 ฝ่าย เพื่อแถลงผลงานรัฐบาลรอบ 1 ปี คือ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้กระทรวงคมนาคมเตรียมข้อมูลการลงทุนระบบรางไว้ เพื่อชี้แจงด้วย
          ด้านประเทศญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นนักลงทุนรายใหญ่ในไทย สนใจจะเข้ามาดำเนินโครงการรถไฟในไทย คือ เส้นทาง กาญจนบุรีกรุงเทพฯ-ฉะเชิงเทราแหลมฉบัง และกรุงเทพฯ-ฉะเชิงเทราอรัญประเทศ ระยะทาง 574 กม. และรถไฟฟ้าความเร็วสูงเส้นทางกรุงเทพฯเชียงใหม่ ระยะทาง 670 กม. โดยรัฐบาลทั้ง 2 ฝ่ายได้มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ MOC ร่วมกันเมื่อวันที่ 27 พ.ค.ที่ผ่านมา
          ส่วนความคืบหน้าการเข้าพบ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ของบริษัทเอกชนนั้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันที่ 23 เม.ย.ที่ผ่านมา
          คณะผู้บริหาร CP ได้เดินทางเข้าพบ เพื่อหารือการลงทุนโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง โดยเสนอขอลงทุนในเส้นทางกรุงเทพฯ-พัทยา-มาบตาพุด (ระยอง) ระยะทาง 194 กิโลเมตร วงเงิน 1.5 แสนล้านบาท พร้อมนำผู้ร่วมทุนที่มีความเชี่ยวชาญด้านการก่อสร้างมาเข้าพบด้วย คือ 1.บริษัท CITIC Construction Co., Ltd. จากฮ่องกง ซึ่งเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจแบบครบวงจร ทั้งเรื่องการออกแบบ เป็นที่ปรึกษา รับเหมาก่อสร้าง และมีสถาบันการเงินของตัวเอง 2.บริษัท HNA Group จากประเทศจีน ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการก่อสร้างท่าเรือ และรถไฟ
          นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 5 มิ.ย.ที่ผ่านมา ผู้บริหาร บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) เดินทางเข้าพบ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยเป็นการเสนอรายละเอียดความคืบหน้าแผนการลงทุนเดินรถไฟทางคู่ เพื่อมาวิ่งบริการขนส่งสินค้า ในเส้นทางขอนแก่น-แหลมฉบัง โดยมีระยะทาง 500 กิโลเมตร ซึ่งก่อนหน้านี้ยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน แต่ขณะนี้ทางบริษัท บีทีเอสกรุ๊ป โฮลดิ้งส์ ได้ให้ความชัดเจนโดยเสนอการลงทุนก่อสร้างเส้นทางคู่ส่วนที่ขาดให้ครบเป็นทางคู่ให้ครบในระยะทาง 500 กิโลเมตร รวมถึงการติดตั้งระบบไฟฟ้าเพื่อเชื่อมต่อระบบรถไฟฟ้ารุ่นใหม่ ที่จะจัดหาเข้าเพื่อให้บริการแทนรถดีเซล และการจัดหารถจักรไฟฟ้าพร้อมตู้ขนส่งสินค้า เพื่อให้บริการเดินรถร่วมกับการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.)นอกจากนี้ ที่ประชุมเสนอให้ต้องมีการกำหนดความชัดเจน ของตารางการเดินรถ รวมถึงจะต้องกำหนดรูปแบบการลงทุนว่าจะต้องเป็นรูปใด โดยจะต้องใช้ระยะเท่าไรในการดำเนินการ รวมถึงผลตอบแทน ทั้งนี้รายละเอียดดังกล่าวนั้น ได้มอบหมายให้บริษัท บีทีเอสกรุ๊ป โฮลดิ้งส์ กลับไปสรุปรายละเอียดอีกครั้ง โดยในกรอบระยะเวลาว่าจะต้องนำเสนอรายละเอียดได้ภายในวันที่ 25 มิ.ย.นี้
          อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ได้มีการเสนอโครงการก่อสร้างที่อยู่อาศัยให้กับพนักงานรถไฟ ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้มีนโยบายการปรับปรุงที่อยู่อาศัยให้กับพนักงานรถไฟโดยเป็นการยกระดับ แต่การรถไฟก็มีข้อจำกัดเรื่องของงบประมาณ ซึ่งในการหารือร่วมกันบริษัทก็ได้เสนอว่า มีความเป็นไปได้ที่จะดำเนินโครงการดังกล่าวได้ สำหรับพื้นที่ที่ต้องการให้ดำเนินการในเบื้องต้นคือ บริเวณ ก.ม.11 เนื่องจากเป็นที่พักอาศัยของพนักงานรถไฟ และถือเป็นพื้นที่ที่มีความแออัด โดยมีพื้นที่ประมาณ 360 ไร่ ซึ่งบริษัท บีทีเอส ก็ได้รับโครงการดังกล่าวไปเพื่อไปทำการออกแบบ โดยจะได้ข้อสรุปเรื่องของรูปแบบโครงการในวันที่ 25 มิ.ย.นี้