ชี้หนีไม่ได้ทัวร์19ศพขาหักเพราะไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัยสุดสลด-ญาติแห่รับร่างเหยื่อชัชชาติสั่งบขส.ทำคู่มือติดรถ

 

ข่าวสด ฉบับวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2556
          เผย 10 ใน 19 ศพ เหยื่อทัวร์ย่างสด ตายเพราะขาหัก-สำลักควัน จนหนีออกจากรถไม่ได้ ชัชชาติ สั่งทุกหน่วยงานแก้ไขด่วน ทั้งติดเข็มขัดนิรภัยและบังคับผู้โดยสารต้องคาด ป้องกันความสูญเสีย พร้อมย้ำบขส.ทำคู่มือติดรถ และให้พนักงานชี้จุดทางออกฉุกเฉินก่อนเดินทาง พร้อมทบทวน หากรถทัวร์ 2 ชั้นเสี่ยงต่อความปลอดภัย สุดสลด ญาติเดินทางรับศพเหยื่อที่นิติเวชแล้ว ประกันจ่ายตาย 7 แสน เจ็บอีก 1 หมื่น รวมค่ารักษาพยาบาล
          จากเหตุการณ์คนขับรถพ่วงเทรลเลอร์ หลับในพุ่งข้ามช่องทางจราจรไปประสานงากับรถทัวร์ สายร้อยเอ็ด-กทม. เหตุเกิดบนถนนมิตรภาพ ขาล่องหลักก.ม. ที่ 19 ม.9 ต.ทับกวาง อ.แก่งคอย จ.สระบุรี จนรถทัวร์เกิดไฟลุกและมีผู้เสียชีวิต 19 ราย บาดเจ็บอีก 22 คน ซึ่งศพทั้งหมดถูกนำส่งสถาบันนิติเวช ร.พ.ตำรวจ เพื่อตรวจพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล ตามที่รายงานไปก่อนหน้านี้
          ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 24 ก.ค. ที่สถาบันนิติเวช ร.พ.ตำรวจ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีญาติของผู้เสียชีวิตทยอยเดินทางมาติดต่อรับศพพร้อมทั้งเตรียมเอกสารยืนยันตัวบุคคลมายื่นให้เจ้าหน้าที่ ท่ามกลางบรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้า
          พล.ต.ต.นพ.พรชัย สุธีรคุณ ผบก.สถาบันนิติเวชวิทยา กล่าวว่า ล่าสุดมีญาติติดต่อขอรับศพแล้ว 18 ราย แต่สถาบันนิติเวช ให้รับกลับไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนา 17 ราย เนื่องจากรายหนึ่งเป็นหญิง แต่ญาติมีหลักฐานไม่เพียงพอ จึงต้องนำเลือดของมารดาที่บาดเจ็บสาหัสมาตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอ ส่วนอีกศพยังไม่มีญาติติดต่อขอรับศพ ทั้งนี้ศพทั้ง 17 ราย ปล่อยให้ญาติรับกลับบ้าน สำหรับสาเหตุการเสียชีวิต 19 ศพ มี 9 ราย เสียชีวิตก่อนเกิดเพลิงไหม้ อีก 10 ราย สำลักควันไฟและถูกไฟคลอกตายในกองเพลิง
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับรายชื่อผู้เสียชีวิตที่เสียชีวิตก่อนไฟไหม้ได้แก่ 1.นายทศพร แสงสุภา อายุ 30 ปี 2.นางนวลมณี ปิ่นบัณฑิต 3.นายอมรศักดิ์ อินทนพ อายุ 51 ปี 4.ด.ช. อธิชาติ  ชัยพอ อายุ 3 ปี 5.นายอำนาจ ชัยพอ อายุ 34 ปี 6.นายตะวัน เกียรติบุญญาฤทธิ์ อายุ 62 ปี 7.นายชาญชัย แนบเสนา อายุ 44 ปี 8.นายสุเทพ (ไม่ทราบนามสกุล) ชาวจีน และ 9.นางหยาง ติ้งเหยา ชาวจีน
          ส่วนผู้เสียชีวิตจากการสำลักควันและไฟไหม้ได้แก่ 1.นางพรนิภา วันทอง อายุ 52 ปี 2.นายสัมฤทธิ์ วันทอง อายุ 60 ปี 3.น.ส.ภรณ์นภา เสโน อายุ 24 ปี 4.น.ส.จุฬีลักษณ์ สวรรค์น้อย อายุ 36 ปี 5.น.ส.เอมอร เทียมสิงห์ อายุ 21 ปี 6.นายสาคร สวัสดิ์ผล อายุ 35 ปี 7.นายอนันต์ วงศ์อรุณ อายุ 41 ปี 8.น.ส.กัญญารัตน์ เดชพละ อายุ 26 ปี ส่วนอีก 2 รายรอยืนยันตัวเอกลักษณ์บุคคล
          นายธวัชชัย แก้วสุภา อายุ 51 ปี บิดานายทศพร กล่าวว่า เดินทางมารับศพลูกชายเพื่อนำไปบำเพ็ญกุศลที่บ้านที่จ.นครพนม ก่อนเกิดเหตุลูกชายไปหาภรรยาและลูกวัย 5 เดือน ที่จ.ร้อยเอ็ดเพื่อทำบุญวันเข้าพรรษา และเดินทางกลับไปทำงานที่กทม. ตนคุยกับลูกชายทางโทรศัพท์ก่อนเกิดเหตุก็ไม่ได้มีอะไร มีแต่แม่เขาที่บ่นว่าไม่น่าจะกลับรถตอนกลางคืน น่าจะกลับตอนกลางวัน มารู้ข่าวว่ารถเกิดอุบัติเหตุก็ช่วงเช้าแล้ว ไม่คิดว่าจะเกิดเหตุร้ายกับครอบครัวแบบนี้
          ด้านนางทองรัก อินทนพ อายุ 48 ปี ภรรยานายอมรศักดิ์ อินทนพ อายุ 51 ปี คนขับรถทัวร์ กทม.-ร้อยเอ็ด กล่าวว่า สามีขับรถของ บขส.มานานกว่า 10 ปีแล้ว ที่ผ่านมาก็ไม่เคยเกิดอุบัติเหตุรุนแรง มีแต่เฉี่ยวชนนิดหน่อย ล่าสุดสามีเดินทางกลับบ้านที่จ.มุกดาหาร เมื่อวันที่ 17 ก.ค.ที่ผ่านมา ก่อนจะเดินทางขึ้นรถโดยสารเพื่อไปทำงานขับรถ มาขับรถที่ร้อยเอ็ด และเมื่อประมาณ 5 ทุ่มในคืนเกิดเหตุ สามีเพิ่งโทรศัพท์คุยกับลูก จากนี้ทางญาติจะรับศพไปบำเพ็ญกุศลที่บ้านเกิด จ.มุกดาหาร
          วันเดียวกัน ที่กระทรวงคมนาคม นาย ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังหารือมาตรการดูแลความปลอดภัยระบบขนส่งสาธารณะ ว่ากระทรวงเตรียมปรับปรุงมาตรการการดูแลความปลอดภัยระบบขนส่งสาธารณะทั้งระบบ เบื้องต้นให้บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) กำหนดมาตรการดูแลความปลอดภัยบนตัวรถเพิ่มเติม ได้แก่ การกำหนดให้พนักงานประจำรถ ประกาศแนะนำอุปกรณ์ความปลอดภัยทุกครั้งที่ออกรถ เร่งจัดทำคู่มือการใช้งานอุปกรณ์ไว้ทุกที่นั่งเหมือนบนเครื่องบิน ปรับปรุงป้ายสัญญาณต่างๆ บนรถให้ ชัดเจน ส่วนพนักงานขับรถกำหนดให้ขับชิดเลนซ้าย หรือเลนกลาง หลีกเลี่ยงขับเลนขวาหากไม่จำเป็น รวมทั้งสร้างจุดพักรถเพิ่มเติม นอกจากนี้ต้องกวดขันให้ผู้โดยสารทุกคนคาดเข็มขัดนิรภัย เพราะพบว่าผู้โดยสารที่เสียชีวิตส่วนใหญ่ขาหักทั้งหมดทำให้หนีไม่ทัน
          นายชัชชาติกล่าวต่อว่า สำหรับกรมการขนส่งทางบก หรือขบ. ซึ่งกำกับดูแลเรื่องมาตรฐานตัวรถ ต้องกลับไปศึกษามาตรฐานสากลเกี่ยวกับการใช้วัสดุในการนำมาประกอบเป็นอุปกรณ์ในตัวรถ เช่น ผ้าม่าน เบาะผ้า สีตัวถังรถ น้ำยาแอร์ สายไฟฟ้า ซึ่งจะต้องเป็นวัสดุกันไฟ เพื่อกำหนดเป็นแนวทางในการนำมาบังคับใช้ ซึ่งจะช่วยลดความเสียหายจากอุบัติเหตุไฟไหม้รถ โดยให้เวลาศึกษา 1 เดือน รวมทั้งให้เร่งสอบข้อเท็จจริงของสาเหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้
          นายชัชชาติกล่าวว่า สาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้เกิดจากรถบรรทุกพ่วงหลับในพุ่งชน ซึ่งขบ.ต้องกลับไปทบทวนมาตรการควบคุมผู้ขับรถบรรทุกให้ปลอดภัยมากขึ้น โดยจะทบทวนระยะเวลาการต่ออายุใบอนุญาตขับขี่สาธารณะ โดยเฉพาะใบอนุญาตขับขี่รถบรรทุกประเภท ท.3 หรือรถพ่วง และ ท.4 หรือรถอันตราย ว่าอาจจะเป็นลักษณะแบบปีต่อปี รวมทั้ง ต้องกำหนดให้มีการตรวจสารเสพติดผู้ขับขี่รถบรรทุกด้วย เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีการตรวจ
          นายชัชชาติกล่าวถึงกรณีที่มีหลายฝ่ายออกมาแสดงความเป็นห่วงความไม่ปลอดภัยของรถโดยสาร 2 ชั้น ว่าสั่งการให้ขบ. ไปรวบรวมข้อมูลและศึกษาผลงานวิจัย เพื่อประกอบการตัดสินใจ หากมีเหตุผลเรื่องความปลอดภัย จนต้องต้องทบทวนการใช้ก็ไม่ขัดข้อง ทั้งนี้ ขบ.กำหนดและทดสอบมาตรฐานความเอียงของตัวรถ 2 ชั้น ต้องไม่เกิน 30 องศา ซึ่งปัจจุบันมีรถ 2 ชั้นจำนวนมาก ที่เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยและวิ่งให้บริการอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งขณะนี้รถแบบ 2 ชั้นที่วิ่งอยู่ มีประมาณ 6 พันคัน โดย 447 คัน เป็นรถของ บขส.ซึ่งผ่านมาตรฐานการตรวจสอบของ ขบ.ทุกคัน ส่วนอีก 5 พันกว่าคัน ที่เหลืออยู่ในขั้นตอนการรอการตรวจสอบมาตรฐาน
          นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บขส. กล่าวว่า ประตูฉุกเฉินของรถบขส. 2 ชั้น ที่เกิดอุบัติเหตุ อยู่สูงเกินไปอาจเป็นอุปสรรคต่อการหนีไฟ ทำให้ผู้โดยสารบางคนไม่กล้ากระโดด ซึ่งอนาคตบขส.จะนำรถชั้นเดียว ซึ่งมีความสูงไม่มากมาใช้แทน
          สำหรับการชดเชยและเยียวยาผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต ผู้เสียชีวิตที่ผ่านการพิสูจน์อัตลักษณ์แล้ว จะได้รับชดเชยรายละ 7 แสนบาท ส่วนที่รอพิสูจน์ จะได้รับเงินชดเชยเบื้องต้น 2 แสนบาท รวมทั้งค่าปลงศพอีก 3 หมื่นบาท ส่วนผู้บาดเจ็บบขส.จะรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด และมอบเงินให้ 1 หมื่นบาท สำหรับแผนการจัดหารถใหม่ 100 คัน กำหนดว่าจะจัดหารถโดยสารเป็นแบบชั้นเดียว และคาดว่าจะทยอยเพื่อปรับเปลี่ยนมาใช้รถแบบชั้นเดียวเพิ่มมากขึ้น
          นายสมชัย ศิริวัฒนโชค อธิบดีขบ.กล่าวว่า วันที่ 26 ก.ค. จะเชิญผู้ประกอบการรถบรรทุกมาหารือ เพื่อทำความเข้าใจแนวทางการควบคุมคุณภาพคนขับรถบรรทุก และการผลิตพนัก งานขับรถ ให้เพียงพอ รวมไปถึงการเตรียมออกมาตรการให้ผู้ประกอบการมีส่วนรับผิดชอบความเสียหายจากกรณีที่ผู้ขับขี่รถบรรทุกฝ่าฝืนกฎหมายจนเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง
          นายสายประสิทธิ์ เกิดนิยม ผู้ประสานงานหลักสูตรวิศวกรรมยานยนต์ บัณฑิตวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์นานาชาติสิรินธร ไทยเยอรมัน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ กล่าวว่า ปัจจุบันรถโดยสารปรับอากาศ 2 ชั้นต้องผ่านมาตรฐานพื้นเอียงไม่เกิน 30 องศา เพื่อให้การทรงตัวสามารถทำได้ และถือบังคับใช้แล้ว การมีเกณฑ์ก็เหมือนมีมาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) ซึ่ง ก็ต้องยึดถือ
          "รถโดยสารปรับอากาศส่วนใหญ่จะมีเพียงสัญลักษณ์เป็นรูปประตูฉุกเฉินเท่านั้น แต่ไม่ได้บอกวิธีใช้ หากสาธิตให้ชัดเจนตามแนวทางของรมว.คมนาคม ก็จะเป็นประโยชน์อย่างมาก ที่สำคัญต้องซ้อมและทดสอบก่อนใช้งานจริง รถโดยสาร 2 ชั้นใช้ต่อไปได้ถ้ารถมีคุณภาพ ทั้งการผลิตและคุณภาพของตัวรถ ส่วนในเชิงป้องกันก็ต้องควบคุมพนักงานขับรถ ที่จะต้องมีการเว้นระยะในการขับ การเปลี่ยนกะ เชื่อว่าถ้าตัวรถมีคุณภาพก็จะลดอุบัติเหตุได้" นายสายประสิทธิ์กล่าว
          ที่จ.สระบุรี พ.ต.อ.จักรกฤช วีระเดช ผกก.สภ.แก่งคอย เผยว่า ถึงขณะนี้มีญาติผู้ตายมาแจ้งชื่อแล้ว ทั้ง 19 ราย ส่วนผู้บาดเจ็บออกจากโรงพยาบาลเกือบหมดแล้ว ส่วนนายสะอาด เพ็ญปรัง อายุ 30 ปี อยู่บ้านเลขที่ 39 หมู่ 13 ต.ขี้เหล็ก อ.น้ำขุ่น จ.อุบลราชธานี เป็นคนขับรถเทรลเลอร์ 22 ล้อ ยังพักรักษาตัว มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเฝ้าดูแลควบคุมตลอดเวลา พร้อมแจ้งข้อหาขับรถประมาททำให้ผู้อื่นเสียชีวิตและบาดเจ็บสาหัส ทั้งนี้ในวันเกิดเหตุไม่ยอมปัสสาวะให้ตรวจ ต่อไปต้องตรวจหาสารเสพติด หากพบก็จะถูกข้อหาเพิ่มอีก เบื้องต้นยอมรับว่าขับรถหลับใน
          พ.ต.อ.จักรกฤชเผยอีกว่า เรื่องไฟไหม้นั้น เท่าที่สอบสวน ทราบว่า รถโดยสารใช้น้ำมันดีเซล หลังเกิดอุบัติเหตุจากการชนแล้ว ยังไม่เกิดไฟลุกไหม้ในทันที มีระยะเวลานานกว่า 10 นาที จึงเกิดไฟไหม้ น่าจะมีสาเหตุจากการชนทำให้สายไฟขาดและเกิดชอร์ตจากแบตเตอรี่